Sikkim Day 7: วันนี้เรามีนัด
posted on 27 Jan 2008 22:06 by choco in Travelและแล้วก็ถึง day 7 หลังจากพยายามเคี่ยวเข็ญ กระทุ้ง กระทืบ ให้ เจ้าของบล็อกจอมอู้ บางคนมาผลัดกันเขียนบ้าง แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ เขียนได้ครึ่งเดียวแล้วก็หนีหายไป เลยต้องเอามาเขียนต่อเองจนจบ สำนวนคงประหลาดๆ ปนๆ กันไปละนะ ^^"
ความเดิมในตอนที่แล้ว:
Sikkim Day 1
Sikkim Day 2
Sikkim Day 2 (ฉบับเสริม)
Sikkim Day 3
Sikkim Day 4
Sikkim Day 5
Sikkim Day 6
Sikkim Day 7
ยามเช้า 4.30 นาฬิกา พลพรรคน้ำชาก็พากันบุกทะลวงถึงในเต้นท์เฉกเช่นทุกวัน (ขนมแกล้มน้ำชาวันนี้ไม่ใช่บิสกิต แต่เป็นพายไส้กล้วยที่เหลือจากเมื่อคืน) แต่วันนี้ไม่สามารถนั่ง(นอน?)ทอดหุ่ยจิบชาบนที่นอนอย่างสบายใจนตาสว่างได้ เพราะพวกเรามีนัดกับพระอาทิตย์ไว้บนยอดเขา ไม่เข้าใจ... ทำไมต้องไปนัดเจอกันบยอดเขาด้วย แถมต้องไปก่อนพระอาทิตย์จะมาด้วยนะ ไม่งั้นเดี๋ยวเขาจะงอน...
จำใจกระดื๊บๆ ออกจากถุงนอนขนห่านอันแสนอบอุ่น พอเปิดเต้นท์ความหนาวก็พุ่งสวนเข้ามา สมาชิกบางคนพ่ายแพ้แก่กิเลสกลับไปนอนอีกรอบ (รึปวดหัวจนขยับไม่ไหว?) ผิดนัดกับพระอาทิตย์ซักวันคงไม่ตาย แต่ถ้าเดินขึ้นไปคงได้ตายพราะโรคแพ้ความสูง
พอออกมาหน้าเต้นท์ก็เห็นจามรียืนยิ้มแฉ่งต้อนรับอยู่ใกล้ๆ เลยได้ถึงบางอ้อว่าที่แท้พวกเรานอนกันอยู่หน้าปลักควายนี่เอง ก็เมื่อวานหมอกลงหนาจนไม่รู้ว่าเต้นท์มันตั้งอยู่ที่นี่ มิน่า ตอนนอนถึงได้ยินเสียงกระดึงดังก๊องแก๊งตลอดคืน
จุดที่เราจะไปชมพระอาทิตย์ขึ้น (Dzongri viewpoint) สูงจากระดับที่เราพักขึ้นไปอีก 200 เมตรเท่านั้น (เรอะ?) แต่สภาพ ณ ปัจจุบัน แค่จะเดินขึ้นเนินไปห้องน้ำก็หายใจแทบไม่ทันแล้ว แล้วไอ้ 200 เมตร ที่ใช้เวลาเดินไม่เกินครึ่งชั่วโมง (จากคำบอกเล่าของไกด์ท้องถิ่น) แบบนี้จะไหวเหรอ...
ขอบฟ้าเริ่มสว่างแล้ว ระหว่างเส้นทางไปจุดชมวิว ผ่านทุ่งหิมะบนไหล่เขาโล่งๆ เบื้องหลังเป็นขุนเขาหิมาลัยโอบล้อม ลมเย็นพัดโชยมาเป็นระยะ ช่างงดงามราวทิวทัศน์ของแคว้นกาสิกในดั่งดวงหฤทัย (ฉบับนวนิยายนะ ไม่ใช่ฉบับละครช่อง 7 ที่ใส่นางอิจฉาเข้าไปฉะกะนางเอกแช้ดๆ)
แต่.... มันเหนื่อยโว้ย หนาวก็หนาว ทุกก้าวย่างที่เดินไป เป็นการก้าวขึ้นล้วนๆ ไม่มีลง หัวใจเต้นรัวเป็นกลอง หัวก็ปวดตุ๊บๆ เพราะอากาศไม่พอ แฮ่กๆ เดินไปหยุดหอบหายใจไป จนคนอื่นนำไปลิบๆ รู้สึกว่ายังอีกไกลเหลือเกิน
ถึงจะไม่เห็นคนอื่นๆ แล้ว แต่ก็มีรอยที่เขาย่ำทิ้งไว้เป็นหลุมลึกบนหิมะ ให้เราค่อยๆ เสียบเท้าลงไปทีละก้าวๆ เดินไปก็ทำใจไป ไม่อยากหันไปชื่นชมทิวทัศน์ทางซ้ายมือ ก็เล่นโล่งไม่มีอะไรให้เกาะไปถึงเชิงเขาแบบนี้ โรมันถึกไม่ออกเฟ้ย~~~
ช่วงสุดท้ายก่อนถึงจะไม่มีหิมะแล้ว เห็นจุดหมายอยู่ลิบๆ แฮ่กๆๆ
ถึงแล้วววววว
ขึ้นมาได้ดีใจแทบหมดสติ (จริงๆ หน้ามืดจะเป็นลม) คนที่มาถึงก่อนต่างหามุมเหมาะๆ ตั้งกล้องรอเวลาพระอาทิตย์เยี่ยมหน้ามาตามนัด
สรุปยอดสมาชิกได้ 4 คน (นอนเดี้ยงไป 2) เหล่าสมาชิกบอกแก่กันว่า มาถึงแล้วต้องถ่ายรูปไว้เยอะๆ เพราะคงไม่มีใครมาซ้ำอีกแล้ว (ฮา)
จุดชมวิวเป็นเนินแคบๆ ไร้สิ่งกำบัง แต่ก็พอจะหามุมสำหรับยองๆ หลบลมหนาวอยู่กับพวกไกด์ของกลุ่มอื่นๆ ได้
ระหว่างทางที่เดินมา ไกด์ได้หักกิ่งสนเตรียมขึ้นมาเผาเพื่อเป็นการสักการะเทพแห่งขุนเขา (แต่แอบเห็นเขาเขี่ยเศษพลาสติกเข้าไปเผาด้วยแฮะ)
ทุกคนต่างรอ ฟ้าสว่างแล้วแต่เมฆยังหนาบดบังดวงอาทิตย์และยอดคันเชนจุงก้าไว้มิดชิด
ลูกหาบของอีกคณะหนึ่งถือถ้วยชา กาน้ำชา และข้าวโพดคั่วมาเสิร์ฟ แล้วก็เดินแจกจ่ายข้าวโพดคั่วให้กับนักเดินทางกลุ่มอื่นๆ โดยถ้วนหน้า
ในที่สุด พระอาทิตย์ก็โผ่ลมาตามนัดซะที
แสงอาทิย์สาดส่องเพิ่มความอบอุ่นให้กับโลก เหล่านักเดินทางที่หนาวเหน็บก็กระปรี้กระเปร่าดี๊ด๊าขึ้นมาดั่งกะปอมได้แสงแดด
ยอดเขาคันเชนจุงก้า ถือเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในอินเดีย และเป็นยอดเขาสูงอันดับ 3 ของโลก และยังไม่มีใครขึ้นไปปักธงพิชิต
มิใช่หาคนพิชิตไม่ได้ แต่เหล่านักปีนเขาเคารพในขุนเขาอันเป็นสิงสถิตของเทพเจ้า และเชื่อฟังคำขอร้องของราชาองค์สุดท้ายของสิกขิมที่ไม่อยากให้ใครขึ้นไปเหยียบย่ำแดนศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาจึงพร้อมใจกันบ่ายหน้าลงจากยอดก่อนจะถึงเพียงไม่กี่สิบเมตร
จุดชมวิวนี้ เป็นจุดมยอดเขาคันเชนจุงก้ายามเช้าที่งดงามที่สุด เพราะยอดเขาจะหันเข้าหาแสงแดดยามเช้า แต่หากไปชมวิววจากฝั่งเนปาลที่อยู่อีกด้าน ยอดเขาจะเกิดเงาแดดจากพระอาทิตย์
ไกด์บอกว่าพวกเราโชคดีที่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้น เนื่องจากฟ้าปิดไม่เห็นวิวมาหลายวันแล้ว (เกือบเหนื่อยฟรีแล้วสินะ) วิวรอบตัวทั้ง 360 องศางามจับใจ นักเดินทางทุกกลุ่มกดชัตเตอร์ถ่ายรูปกันแบบเมามันไม่ยั้งมือ แต่รูปถ่ายก็ไม่อาจเก็บความงามไว้ได้หมด
ชมความงามท่ามกลางลมหนาวได้เกือบชั่วโมงก็บ่ายหน้ากลับ เส้นทางเดิม
ขากลับ เลยได้ถ่ายรูปทุ่งหิมะไหล่เขาอีกครั้ง ให้ชัดๆ กันไปว่าถ้าพลาดลื่นไหล...
เดินลงมาครึ่งทาง ขบวนน้ำชาของคณะเราก็เพิ่งมาถึง
ว่าแล้วก็จิบชาเสียหน่อย เดี๋ยวขบวนน้ำชาจะเหนื่อยฟรี
จริงๆ ถือโอกาสนั่งพักไปด้วย
เห็นที่พักของเราอยู่ลิบๆ (ระดับความสูงเพิ่มขึ้นแค่ 200 เมตรก็จริง แต่ไกด์แกล้งทำเป็นลืม ไม่บอกว่าระยะทางที่จะต้องเดินน่ะไกลเท่าไหร่ - -*)
นักเดินทางจากอีกกลุ่ม ยืนทำมิวสิคอยู่ริมผา
จามรีตัวเมียแท้ๆ (แปลว่าจามรีพันธุ์แท้ไม่ผสมกับวัว มิใช่จามรีที่ไม่สนเพศเดียวกัน) เล็มหญ้าแห้งๆ อย่างสบายใจอยู่ระหว่างทาง
ภาพบริเวณแคมป์ซงกรี แบบเต็มๆ
กลับถึงเต้นท์ ลูกหาบก็เตรียมกะละมังใส่น้ำอุ่นพร้อมสบู่ไว้ให้เช่นเคย แล้วก็เลยแปรงฟันตรงหน้าเต้นท์ หันหน้าเข้าหาปลักนี่ละ
จามรีถูกผูกไว้เรียงรายไปตามแนวเชิงผา มองไปทางขวาเห็นนักเดินทางบางกลุ่มไปนั่งอาบแดดกินอาหารเช้าอยู่บนเนินเขา
อาหารเช้าเป็นข้าวโอ๊ตต้มนม ใส่ผลไม้นานาชนิด เช่น ส้ม แอปเปิ้ล และมะพร้าว (มาจากไหน???) กินกับโรตี และไข่เจียว ต้มข้าวโอ๊ตนั่น แม้จะดูแหวะๆ แต่ก็อร่อยเกินคาด ทว่าสุดท้ายก็กินกันไม่ลงอยู่ดีเพราะไม่ค่อยอยากอาหารกัน
ชาวคณะสองคนที่ไม่ได้ขึ้นชมยอดเขาเพราะรู้สึกไม่ค่อยดี ก็ถูกแซะออกมาให้กินข้าวด้วย
WAY TO TOYLATE ขึ้นเนินมาก็จะต้องเดินไปตามทางนี้แหละ
หลังอาหารเช้า สมาชิกที่ยังมีแรงเหลือก็ออกเดินไปชมทิวทัศน์ในบริเวณหุบเขา งานนี้อีตาไกด์โดดร่ม ส่งพี่แดงซึ่งพูดภาษาอังกฤษได้แค่ 2-3 คำมาเป็นคนนำทางแทน แต่ไม่เป็นไร ภาษามือยังมี
ลำธารเล็กๆ ระหว่างทาง
พี่แดงส่งภาษาบุ้ยใบ้ พอให้เข้าใจว่านี่คือบ้านคนเลี้ยงจามรี (ในสมัยก่อน?)
แผ่นหินจารึกคำสวดมนต์ภาษาธิเบต
มองขึ้นไปจากหุบเขา จะเห็นจุดชมวิวเมื่อเช้า ตอนนี้โดนเมฆคลุมไปแล้ว
น้ำที่ได้จากการละลายของหิมะบนยอดเขาโดยรอบไหลมารวมกัน เกิดเป็นทะเลสาบนี้
ต้นอะไรไม่รู้
มื้อกลางวันวันนี้กินช้าหน่อย เกือบๆ บ่ายโมง แต่หลายคนก็ยังไม่หิว (โดยเฉพาะคนที่เดี้ยงอยู่ ซึ่งพะอืดพะอมกินอะไรไม่ลงอยู่แล้ว)
กินเสร็จก็กลับไปนอนเดี้ยงต่อ... คร่อก...
ภาพถ่ายช่วงบ่ายโดยชาวคณะที่ออกไปเดินดูนก
สถูปเหนือเมฆ
ราวๆ เกือบ 5 โมง หมอกก็คลุ้ม ไม่ทันไรหิมะก็ตกลงมา บรื๋ยๆ หนาวๆ
แค่ 5 โมงครึ่ง ก็ขาวไปเกือบหมด พวกจามรีก็ยืนตากหิมะอย่างชินชา แถมเคี้ยวเอื้องไปเรื่อยๆ ได้ยินเสียงกระดึงไม่ขาดสาย
เต้นท์โดนหิมะคลุม ไกด์บอกว่ากลางคืนลูกหาบจะมาช่วยเคาะหิมะบนหลังคาเต้นท์ออกให้ (แล้วมันจะอุ่นขึ้นเหรอ?? แอบคิดว่าปล่อยมันสุมไว้อาจจะดีกว่า แบบอิ๊กลูน่ะ แต่ก็ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วแบบไหนอุ่นกว่ากัน)
กว่าหิมะจะหยุดตก ทั่วบริเวณแคมป์ก็ขาวโพลน
มื้อเย็น ลูกหาบทำซุปกระเทียมเพิ่มมาให้คนที่ไม่สบายกิน (มันคือกระเทียมสับต้มน้ำร้อนนั่นเอง หอมหึ่งอย่าบอกใคร) คืนนี้สมาชิก 2 รายทำท่าจะทนความหนาวในเต้นท์ไม่ไหว เลยอพยพไปนอนในบ้านพักกับพวกลูกหาบ
สมาชิกที่เหลือก็กอดกระเป๋าน้ำร้อนคนละอันเข้าเต้นท์ โปะเสื้อกันหนาวหมวกถุงเท้าถุงมือเต็มที่ มุดถุงนอนขนห่าน ข่มตานอนภายใต้ลมหนาวและหิมะโปรย...
ปล. ประมาณเที่ยงคืนลมก็แรงขึ้นจนเป็นพายุ
ปล. 2 ราวๆ ตี 1 ต้องปลุกลูกหาบให้ตื่นมาช่วยต้มน้ำเติมกระเป๋าน้ำร้อน เพราะมีคนไม่สบายแล้วรู้สึกหนาวมาก
ปล. 3 แต่หาเตาไม่เจอ เพราะเต้นท์ครัวถูกพายุพัดยุบพังพาบ ต้องแหวกซากเต้นท์หากันอยู่นาน
อะแฮ่ม คราวหน้า Day 8 ต้องผลัดกันเขียนจริงๆ แล้วนะเฟ้ย~
#1 By Ont (124.120.12.177) on 2008-01-27 23:40