Sikkim Day 9: กลับสู่ยุกซุม
posted on 01 Oct 2008 18:10 by choco in Travelหืม?... ทำหน้าแปลกใจกันทำไมน่ะ? แหม... มีบล็อกอยู่ก็ต้องอัพบ้างสิ แค่ช้าไปหน่อยเดียวเอง ทำหยั่งก๊ะไม่ได้อัพมาเป็นปีงั้นแหละ ฮาฮา
และแล้วก็ได้ฤกษ์อัพเดทเรื่องราวความสนุกปนอนาถกันอีกครั้งหนึ่ง ณ เวลาใน entry นี้ ชาวคณะได้ไปเยือนแคว้นแดนสิขิม ประเทศอินเดียเป็นวันที่ 9 แล้ว
ความเดิมในตอนที่แล้วมีอยู่ว่า...
ชาวคณะ 6 ชีวิต ได้ตัดสินใจไปสัมผัสเทือกเขาหิมาลัยในระยะประชิด จึงได้เหินฟ้าจากบางกอกไปยังเมืองกัลกัตตา ประเทศอินตะระเดีย แล้วก็ปุเลงๆ รถจี๊บไปถึงกังต๊อก เมืองหลวงของรัฐสิขิม เอ้อระเหยเที่ยวอยู่ 2 วัน แล้วก็เดินทางไต่ระดับไปยังเมืองยุกซุม เพื่อเริ่มต้นการ trekking เป็นเวลา 5 วัน ตามเส้นทาง Dzongri trek (เดินขึ้น 2 วัน พัก 1 วัน และเดินลง 2 วัน) ... และแล้ววันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายของการ trekkingนั่นเอง...
โปรดย้อนรำลึกถึงความสะบักสะบอมของชาวคณะได้ ในลิงค์ด้านล่างฮ่ะ
ความเดิมในตอนที่แล้ว:
Sikkim Day 1
Sikkim Day 2
Sikkim Day 2 (ฉบับเสริม)
Sikkim Day 3
Sikkim Day 4
Sikkim Day 5
Sikkim Day 6
Sikkim Day 7
Sikkim Day 8
ตั้งแต่เดินลงเขากันมาเมื่อวาน จนถึงแคมป์ tshoka และได้พักผ่อนกันอย่างเต็มที่ 1 คืน คณะเดินทางก็ต่างสดชื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
บรรยากาศนอกห้องพักตอน 6 โมงเช้า อากาศแจ่มใส มีจามรีน้อยเดินมาอึทักทายแต่เช้าตรู่
แต่มองไปไกลๆ ก็ยังเห็นเมฆหมอกนะ
จัดแจงโซ้ยอาหารเช้าบนโต๊ะปูผ้าแดงผืนเก่า แล้วก็ออกเดินกันราวๆ 7 โมงครึ่ง วันนี้เราจะเดินอีก 16 กม.
เส้นทางช่วงแรกๆ จะค่อนข้างชัน มีทั้งแบบลัดตัดตรงดิ่งแทบจะกลิ้งกลุกๆ ลงมา กับแบบอ้อมไปมาหลาบทบ แล้วค่อยๆ เทลงอย่างนุ่มนวล
ไอ้ทางลัดนี่ เห็นพวกลูกหาบที่แบกสัมภาระท่วมหัว กระโดดลัลล้าลงไปราวกับเลียงผา ส่วนนักเดินป่าทั้งหลายก็ค่อยๆ ย่องแย่งอ้อมกันไปดีๆ จึงขอขนานนามเส้นทางพวกนี้ว่า "ทางเดินชนพื้นเมือง"
นักท่องเที่ยวที่ไม่เจียมสังขาร 2 คน หาญผจญทางเดินชนพื้นเมือง (ทีแรกไม่นึกว่าจะชันปานนี้ หวิดตกเขาคอหักซะแร้ว
)
ระหว่างทางก็แวะพักเหนื่อย เอ๊ย แวะถ่ายรูปไปเรื่อยๆ
ม้าน้อยขนหยิกหยอย
วันนี้ทางเดินแห้งดี เดินสบาย
บรรยากาศจุดแวะพัก เมื่อ 4 วันก่อนตอนตะกายหอบแฮ่กมาถึงที่นี่ ฝนงิโปรยปรายเชียว แต่วันนี้กลับแดดจ้า ฟ้าดินช่างกลั่นแกล้งเสียจริง
เดินซักชั่วโมงกว่าๆ ก็พ้นตรงที่ชันมากๆ
ต้นไม้ข้างทางต้นใหญ่มาก-ก.. มีมอสคลุมเป็นปุยเต็มไปหมด
9 โมงครึ่งก็เดินถึงสะพานอันแรกแล้ว (ยังเหลืออีก 2 เอิ้ก...)
ลำธารข้างใต้
ศาลาที่เห็นคนงานกำลังสร้างเมื่อตอนขามา ตอนนี้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เลยฉลองซะ...
เอ่อ ...
เดินๆ ไปเห็นคุณลุงกำลังลุยพงหญ้าใช้ไม้ไผ่คีบเก็บใบไม้อะไรอยู่ ขอดูใกล้ๆ ที่แท้ก็ไอ้เจ้าต้นหนามที่ตำเจ็บมากๆ นี่เอง
ซูมอีกนิด คุณลุงบอกว่าไอ้เจ้าต้นนี้ เอาไปต้มดื่มเป็นชา (thorn tea) ได้
เหนื่อยนักก็นั่งพักกันอีก
มอ~
แต่แล้วขณะที่เหล่านักเดินทางยังนั่งพักกันอยู่... ก็ได้เหลือบไปเห็นบางอย่างที่ไม่คิดว่าจะได้เห็น!
อะ... โอ้วว!!! คุณต๊า~! คุณตาขา ทำไมใจบึกบึนเช่นนี้! ขนาดพวกเราที่ว่าเอ๊าะๆ (?) ยังแทบสิ้นลม แล้วนี่คุณตาผมขาวแล้วอ่า... ค่อยๆ เดินแบกเป้ขึ้นเขาไปเฉยเลย
หลังจากนั้นก็เริ่มมีขบวนคุณย่าคุณยายทยอยตามมาติดๆ เดินเริงร่าดี๊ด้าคุยกันโฮะๆ ฮะๆ อย่างสบายใจ ช่างแตกต่างกับสภาพชาวคณะตอนขาขึ้นอย่างสิ้นเชิง
เกือบเที่ยงก็ได้เวลาอาหาร เห็นลำธารข้างทางมีลานกรวดกว้างดูน่านั่งเลยแวะซะ
มีโต๊ะวีไอพีมาจับจองมุมนึงไปแล้ว (ขนโต๊ะมาเองเลยเรอะนี่
) ส่วนพวกเราน่ะหรือ....
กินอยู่หรูหรามาหลายวัน ลองสัมผัสชีวิตสามัญชนดูบ้างเป็นไร
เมื่อเช้ากุ๊กจัดอาหารเที่ยงใส่ถุงก๊อบแก๊บไว้ให้ ยัดใส่เป้กันมาคนละห่อ ... ประกอบด้วยมันฝรั่งต้ม และกะหรี่ปั๊บไส้มัน
ของหวานคือส้มคนละ 1 ผล
และปีโป้ลำธาร
(แกะยาก แต่เอามันมาถึงนี่แล้วหนิ)
กินกันจนจะเสร็จ ชาวคณะอีก 2 คนเพิ่งจะตามมาถึง... เห็นว่าแวะดูนกมาตลอดทาง... คาดว่ามุขดูนกกับมุขถ่ายรูป ก็คงสนองวัตถุประสงค์เดียวกัน ฮาฮา
เอ้าหยุดถ่ายรูป~
ยาดมพม่าใช้คุ้มดีจริงๆ...
วิวหุบเขาและสายหมอกตอนบ่ายโมง เป็นสิ่งที่ตอนขามาไม่ได้เห็น เพราะหมอกลงจัดค่อดๆ
ก็เพิ่งได้เห็นอีตอนขากลับนี่แหละ ว่าวิวรอบๆ มันหน้าตาเป็นยังงี้
ทิวเขาทอดยาวสลับไปมาสุดลูกหูลูกตา สวยงามจนอยากนั่งชมไปนานๆ (แอบอู้หยุดพักนี่เอง)
ถึงสะพานอันที่ 3 แล้ว ฟ้าเริ่มครึ้มๆ อีกซักพักฝนก็ตกเปาะแปะ
นายแบบและนางแบบกับเสื้อกันฝนดีไซน์ล่าสุดจากสยามประเทศ... (ตัวละ 20 บาท)
และแล้วราวๆ บ่าย 3 ก็ลงถึงพื้นราบ กลับสู่เมืองยุกซม
เจอพื้นถนนเรียบๆ แล้ว โว้ว~
(ตรงนี้ต้องขอแถมนิดนึง วันนี้อีตาไกด์มันทิ้งพวกเรา แจ้นลงเขากลับถึงบ้านตัวเองตั้งแต่เที่ยงแล้ว โดยบอกว่าจะต้องรีบไปอาบน้ำ! ชาวคณะบางคนก็ดีใจที่ไม่มีไกด์มาปล่อยมุขฝืดชวนคุยตอนเหนื่อยๆ แต่บางคนก็เห็นว่า เขามีหน้าที่ต้องอยู่ดูแลเราจนกว่าจะจบทริป เผื่อเดินๆ อยู่ใครตกเหวลงไปหละจะทำไง?)
เป็นนักท่องเที่ยวต้องรักเด็ก (??)
ผู้พิชิต Dzongri!!
เจอเด็กเยอะเพราะเป็นเวลาเลิกเรียนพอดี
กลับมาพักที่โรงแรมราสยอง ห้องเดิม
กระป๋องชาเขียวดาวแดง ที่ได้ขึ้นไปสัมผัสละไอหมอกแห่งแคมป์ dzonri ที่ความสูง 3,950 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล..... และกลับลงมาอย่างไร้รอยขีดข่วน
......เพราะคนแบกขึ้นไปดันเดี้ยงจนไม่มีปัญญาจะกิน
อาบน้ำอาบท่านอนกลิ้งพักผ่อนไปถึง 6 ครึ่งก็ได้เวลาอาหารเย็น ... (โอ้ว! ได้อาบน้ำครั้งแรกในรอบ ... เอ้อ.. จะกี่วันก็อย่าไปนับเลยเนาะ เอาเป็นว่ามันช่างสดชื่นเหลือเกินละกัน สุขสุดๆ
)
วันนี้ใช้ห้องครัวโรงแรม แต่พ่อครัวและลูกมือก็คือทีมของเราเหมือนเดิม
แอบดูเขาทำอาหารมื้อส่งท้าย
มีมันฝรั่งทอดกับไข่ (ไข่เจียวมัน?)
มันอบ
ผักสด! แตงกวากับแครอทราดน้ำส้ม และอาหารราดชีสลึกลับขนาดเท่าลูกตะกร้อ
ผ่าดูที่แท้มันคือกะหล่ำดอก (ทั้งดอก) นั่นเอง... โอ้ว~ ยอดมากค่ะจอร์จ!
ตบท้ายด้วยเค้กไข่สามัคคี ตัดแบ่งกันไป ได้กินถ้วนหน้าทั้งชาวคณะและทีมลูกหาบ
ถ่ายรูปหมู่ก่อนอำลาจากกัน จับมือจับไม้ให้ทิปเพิ่มกันไปอย่างชื่นมื่น...
เทรคกิ้งทริปนี้ก็จบลงแบบไม่เสียเลือดเนื้อ (เอ๊ะ...) ในวันรุ่งขึ้นเราก็จะเดินทางออกจากยุกซม ไปเที่ยวที่อื่นต่อแล้วจ้า
บอกแล้วว่ามันต้องอัพจนจบได้สิน่า มุฮะ...

ไอ้รูปแต่ละรูปที่มีคำบรรยายนี่มัน ..
ไฮเนเก้นที่ไร้รอยขีดข่วน เห็นหน้าคนเจ็บใจอยู่ด้านหลังซะด้วย
ปล. กะหล่ำดอก สุดยอด
#1 By gsawa on 2008-10-02 14:49